พระปฐมบรมราชานุสรณ์
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

(อนุสาวรีย์ ร.1)

ที่ตั้ง :
เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ
อายุสมัย :
รัชกาลที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2475)
ประเภทโบราณสถาน :
อนุสาวรีย์ ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน เมื่อ 16 พฤศจิกายน 2531 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 105 ตอนที่ 188 พิเศษ หน้า 16

ประวัติและความเป็นมา

ในการฉลองพระนครครบรอบ 150 ปี ใน พ.ศ. 2475 นั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 มีพระราชดำริที่จะสร้างพระปฐมบรมราชานุสรณ์ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์พระปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ดัง “ประกาศสร้างปฐมบรมราชานุสรณ์” เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2470 ความตอนหนึ่งว่า “...สมควรจะมีการสมโภชพระนครเป็นการรื่นเริงบันเทิงใจทั่วกัน แต่การรื่นเริงนั้น ชั่วขณะเดียวแล้วก็จะผ่านพ้นไปไม่มีสิ่งไรเหลือ สมควรจะคิดสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งจะเหลืออยู่เป็นที่ระลึกในอภิลักขิตสมัยนั้นไว้ชั่วกาลนานด้วย... ทรงพระราชดำริเห็นว่าไม่มีสิ่งอื่นจะดีไปกว่าสร้างปฐมบรมราชานุสรณ์ เป็นที่ระลึกถึงพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมบรมกษัตริย์ผู้สร้างมหานคร อันนี้...”
เรื่องพระบรมรูปนั้น ในครั้งแรกสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเสนอว่า “…ตามที่เคยทำมาแต่ก่อน พระเทพบิดรว่าทำเป็นรูปเทวดา ภายหลังมาแปลงเป็นพระพุทธรูป รุ่นหลังลงมาทำเป็นพระพุทธรูปทั้งนั้น มีพระศรี- สรรเพชญ์ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระพุทธเลิศหล้านภาไลย เป็นต้น แต่เวลานี้จะทำเป็นพระพุทธรูปเห็นจะไม่สมสมัย จึงคิดว่าทำเป็นรูปกษัตริย์ทรงขัตติยภรณ์กุมพระแสงขรรค์ตามแต่ช่างจะเห็นงามอย่าง ทำรูปเทวดาเป็นดี ในการที่ทำเช่นนี้จะมีคนเข้าใจต่างๆ กันไปได้ตามประสาใจตน จะเข้าใจว่าเป็นพระบรมรูปโดยสมมติก็ได้ เป็นเทวดา คือพระบรมรูปในปรโลกก็ได้ จะเป็นเจ้าก็ได้ ถ้าฝรั่งก็คงเข้าใจอย่างที่เขาเรียกว่า อัลเลโกริค (Allageric) เห็นว่าอย่างไรก็ได้ใช้เป็นกลางๆ ไม่มีโทษ…”
ในการประชุมครั้งนั้น นอกจากเรื่องรูปแบบของพระบรมรูปแล้ว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ยังเสนอสถานที่สร้างให้สร้างที่บริเวณวัดสุทัศน์เทพวรารามด้วย ซึ่งเบื้องต้นมิได้มีการคัดค้าน เพียงแต่ยังตกลงไม่ได้ว่าจะสร้างพระรูปเป็นพระบรมรูปหรือรูปเทวดา และดูเหมือนว่าพระดำริของกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ก็จะได้รับการยอมรับด้วยดี แต่ในการประชุมครั้งที่ 2 และ 3 เริ่มมีความเห็น ที่แตกต่างกันออกไปมากขึ้น
สุดท้ายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชวินิจฉัยเป็นเด็ดขาด “ให้ทำสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเหมาะที่สุดแก่รูปการคราวนี้ เพราะว่าถ้าไม่ได้สร้างทำในคราวนี้แล้ว การก็จะชักลากไปอีกนานกว่าจะได้ทำ…ส่วนพระบรมรูปนั้นให้ทำที่บริเวณใกล้สะพาน”ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการสร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกขึ้นเป็นอนุสาวรีย์เฉลิมพระเกียรติคุณของพระองค์ และก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นทางเชื่อมฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีเสียในคราวเดียวกัน
ในการดำเนินงาน ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสร้างปฐมบรมราชานุสรณ์ โดยมีสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เป็นนายก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานทรัพย์ 2 ล้านบาท เป็นการเริ่มต้นการบริจาคของประชาชน กระทรวงพาณิชย์และคมนาคมรับผิดชอบการสร้างสะพาน โดยให้กองแบบแผน กรมรถไฟหลวง ออกแบบโครงร่างสะพานและส่วนประกอบ เพื่อเรียกประกวดราคาจากบริษัทต่างๆ ผลปรากฏว่าบริษัท ดอร์แมนลอง จำกัด แห่งประเทศอังกฤษเป็นผู้ชนะการประกวด
ในส่วนของพระบรมรูปนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงดำเนินการออกแบบและอำนวยการก่อสร้าง ทรงร่างแบบแปลนพระบรมรูป นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2472 เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว โปรดให้นายเฟโรจี (ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี) ประติมากรชาวอิตาลีของกรมศิลปากรเป็นผู้ปั้นหุ่นพระบรมรูป ก่อนส่งไปหล่อสัมฤทธิ์ที่ประเทศอิตาลี ระหว่างที่ส่งพระบรมรูปไปหล่อก็ได้จัดทำแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์เตรียมไว้
พระบรมราชานุสาวรีย์ประดิษฐาน ณ เชิงสะพานทางฝั่งพระนคร อยู่ในระหว่างวงเชิงสะพานสองแยก มีฉากหลังตั้งเป็นลับแล พระบรมรูปผินพระพักตร์มาทางฝั่งพระนครเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าได้เสด็จปราบดาภิเษก ณ กรุงธนบุรีแล้ว ทรงย้ายราชธานีมายังกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงประกอบพระราชพิธีวางศิลาพระฤกษ์สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (หรืออีกชื่อหนึ่งว่า สะพานพระพุทธยอดฟ้า) ในวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2472 และต่อมาในงานพระราชพิธีฉลองพระนครครบ 150 ปี ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดผ้าคลุมพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และเปิดวิถีสะพานพระพุทธยอดฟ้า จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราใหญ่ข้ามสะพานจากฝั่งพระนครไปยังฝั่งธนบุรี แล้วเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราใหญ่ตามชลวิถี จากท่าหน้าพลับพลาเชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้าฝั่งธนบุรี ยาตราตามลำน้ำเจ้าพระยาไปเทียบท่าราชวรดิษฐ์ เสด็จกลับพระราชวังดุสิต
ต่อมาทางราชการได้ถือเอาวันจักรีคือวันที่ 6 เมษายนของทุกปีเป็นวันถวายบังคมพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

คุณค่าและความสำคัญ

สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์เนื่องในวโรกาสฉลอง พระนครครบ 150 ปี ใน พ.ศ. 2475.

รูปแบบทางศิลปะและสถาปัตยกรรม

องค์พระบรมรูปหล่อด้วยสัมฤทธิ์ ขนาด 3 เท่าของพระองค์จริง ประทับนั่งเหนือพระที่นั่งกง ทรงเครื่องขัตติยาภรณ์ พระหัตถ์ทรงแตะพระแสงดาบที่วางทอดอยู่เหนือพระเพลา มีความสูงตั้งแต่ฐานตลอดยอด 4.60 เมตร (ต่อมาได้เสริมแท่นสูงขึ้นไปอีกประมาณ 1 เมตร) ฐานกว้าง 2.30 เมตร มีฐานหินอ่อนเป็นที่รองรับพระบรมรูปหล่ออีกชั้นหนึ่ง พระบรมรูปฯ ผินพระพักตร์มาทางถนนตรีเพชร
เบื้องหลังก่อเป็นซุ้มหินอ่อนกั้น ตอนกลางเจาะเป็นช่องลึกเป็นลับแล มีเสาหินสลัก 2 ข้าง หน้าบันประดับลายปูนปั้นลายพวงมาลัย เหนือหน้าบันสลักรูปอุณาโลม ด้านหลังซุ้มเป็นแผ่นจารึกหินแกรนิตสีดำ จารึกความเป็นมาของการก่อสร้าง และภายหลังได้มีการเสริมซุ้มให้สูงขึ้นไปอีก
เบื้องหน้ามีเครื่องบูชา พุ่มดอกไม้ และพานเครื่องประดับ มีน้ำพุ อยู่ทั้ง 2 ข้าง บริเวณหน้าฐานเป็นรั้วคอนกรีตเสากลม ตอนกลางรั้วเป็นแผ่นหินอ่อนคล้ายเป็นลวดลายไทย วางทอดอยู่กึ่งกลาง แผ่นสลักเป็นรูปช้างหันข้างยืนเหนือแท่น ซึ่งเป็นตรา “ปฐมบรมราชจักรีวงศ์” ด้านข้างพระบรมรูปทั้งสองด้านมีบันไดลาดจากสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ลงมาเป็นชั้นๆ จนถึงพื้นด้านล่างซึ่งประดับด้วยพันธุ์ไม้ดอกเป็นแนวยาว

ประวัติการอนุรักษ์และซ่อมแซม

  • พ.ศ. 2505 มีการเสริมแท่นอนุสาวรีย์ให้สูงขึ้นอีกประมาณ 1 เมตร
  • พ.ศ. (ไม่ทราบ) มีการเสริมซุ้มเบื้องหลังองค์อนุสาวรีย์ให้สูงขึ้นไปอีก หรืออาจจะทำในคราวเดียวกับการเสริมแท่นปี พ.ศ. 2505

องค์พระบรมรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ขนาด 3 เท่าของพระองค์จริง ประทับนั่งเหนือพระที่นั่งกง ทรงเครื่องขัตติยาภรณ์ พระหัตถ์ทรงแตะพระแสงดาบที่วางทอดอยู่เหนือพระเพลา

ด้านหลังซุ้มเป็นแผ่นจารึกหินแกรนิตสีดำ จารึกความเป็นมาของการก่อสร้าง

ในปีพ.ศ. 2505 มีการเสริมแท่นอนุสาวรีย์ให้สูงขึ้นอีกประมาณ 1 เมตร และมีการเสริมซุ้มเบื้องหลังองค์อนุสาวรีย์ให้สูงขึ้น

แผ่นสลักเป็นรูปช้างหันข้างยืนเหนือแท่น ซึ่งเป็นตรา “ปฐมบรมราชจักรีวงศ์”
พระปฐมบรมราชานุสรณ์เมื่อแรกสร้าง พระบรมรูปยังประดิษฐานอยู่ในซุ้ม (ที่มาของภาพ : หนังสือพระราชพิธีฉลองพระนครครบ 150 ปี)
พ.ศ. 2505 ได้ขยับเคลื่อนออกมาข้างนอก ด้านหน้าซุ้ม และเพิ่มความสูงของแท่น เพื่อให้พระบรมรูปเกิดความงามสง่าโดดเด่นมากขึ้น

ข้อมูลอื่นๆ ที่มีความสําคัญ

บทความเรื่อง “เมื่อกรุงเทพฯ ต้องเผชิญภัยทางอากาศ” เขียนโดย วราห์ โรจนวิภาต นักประวัติศาสตร์อาวุโส ท่านได้เล่าถึงการเสริมฐานพระราชานุสาวรีย์และกำแพงด้านหลังให้สูงขึ้นว่า

“พระบรมรูปของเดิมประดิษฐานอยู่ในซุ้ม เมื่อสงครามเลิกแล้วมีผู้รู้ให้ความเห็นว่า อนุสาวรีย์โดยทั่วไปแม้ในต่างประเทศสร้างในที่โล่งแจ้ง เห็นเป็นสง่า พระบรมรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่ในซุ้ม ไม่เหมาะสมขาดความสง่างาม จึงย้ายไปประดิษฐานนอกซุ้มด้านหน้า สร้างแท่นประทับด้วยหินอ่อนรองรับไว้ พร้อมด้วยพานพุ่มทั้งสองข้างอย่างที่เห็นทุกวันนี้ ทำให้พระบรมรูปสูงกว่าระดับที่ตั้งเดิม ยังผลให้ซุ้มด้านหลังผิดสัดส่วนไปด้วย หน่วยงานที่รับผิดชอบได้แก้ไขด้วยการทุบกรอบซุ้มส่วนบนออก เสริมให้สูงขึ้นไปตามรูปแบบเดิม เพื่อให้รับกับองค์พระบรมรูปที่ย้ายออกไป
ส่วนที่เสริมขึ้นไปคือส่วนที่เป็นเสาหินอ่อน บนสุดของกรอบซุ้มฉากหลังซึ่งจำลองเป็นม่านไหมทองลายเข้มขาบที่มีใช้อยู่ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อต้องต่อซุ้มขึ้นไปแล้วทำให้เกิดพื้นที่ว่าง หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ไม่ได้ทำเป็นลายม่านไหมทองให้เต็ม หากแค่ใช้หินอ่อนประดับไว้แทน ตกแต่งด้วยประจำยาม (โลหะ) เป็นระยะๆ ส่วนพื้นที่ด้านหลังซุ้มของเดิมเป็นแผ่นหินแกรนิตสีดำ บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของการสร้างสะพาน ด้วยตัวอักษรสีทองกดพิมพ์ลึกเต็มพื้นที่ เมื่อก่อซุ้มขึ้นไปแล้วก็เกิดที่ว่างเช่นเดียวกับด้านหน้า หน่วยงานที่รับผิดชอบนำแผ่นหินแกรนิตสีเดียวกันประดับไว้แทน จนเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้รับการถวายพระเกียรติยศให้ทรงเป็นมหารา ชซึ่งได้บรรจุพระนามใหม่ลงในส่วนนี้ให้กลมกลืนกับข้อความข้างล่าง
ส่วนด้านหน้าที่เป็นหินอ่อนถูกรื้อออกไป เอาทองคำเปลวติดไว้แทนอย่างลวกๆความจริงในเวลานี้สามารถหาช่างหรือแผ่นกระจก หรือแผ่นโมเสกที่จะใช้ประดับเป็นด้ายไหมทองลายเข้มขาบให้เต็มผืนได้ จะขัดข้องด้วยเหตุอันใดก็เหลือจะเดา สิ่งที่เก็บไว้ในเวลานี้เป็นการประจานหน้าที่รับผิดชอบ แสดงความมักง่ายให้ปรากฏแก่สายตาคนทั่วไป พระบรมราชานุสาวรีย์ที่น่าจะงดงามกว่านี้เลยด้อยความงดงามลงไป”

สถานที่ใกล้เคียง

อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่
4.6 (447)
อนุสาวรีย์

อนุสาวรีย์หมู (อนุสาวรีย์สหชาติ)
4.3 (56)
อนุสาวรีย์

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
4.8 (19)
อนุสาวรีย์

ตําแหน่งที่ตั้ง