พระบรมราชานุสาวรีย์
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ที่ตั้ง :
ตั้งอยู่กลางวงเวียนใหญ่ ถนนประชาธิปก เขตธนบุรี กรุงเทพฯ
อายุสมัย :
รัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (สร้าง พ.ศ. 2462 )
ประเภทโบราณสถาน :
อนุสาวรีย์ ยังไม่ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน

ประวัติและความเป็นมา

ในปี พ.ศ. 2477 นายทองอยู่ พุฒพัฒน์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดธนบุรีในขณะนั้น ได้เชิญผู้แทนตำบลในจังหวัดธนบุรีมาร่วมประชุมเพื่อก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ บริเวณกลางวงเวียนใหญ่ จังหวัดธนบุรี ที่ประชุมมีความเห็นชอบ และได้ทำหนังสือขอให้รัฐบาล ซึ่งมีพลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี ดำเนินการสร้าง แต่รัฐบาลไม่ตอบสนอง
ต้นปี พ.ศ. 2478 คณะผู้ริเริ่มจึงได้ตั้งคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ มีนายทองอยู่ พุฒพัฒน์ เป็นประธาน กราบทูลพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาให้ทรงร่วมงานด้วย ทรงประทานความเห็นว่าควรสร้างเป็นรูปนักรบ โดยจำลองพระบรมรูปแล้วนำไปกราบทูลปรึกษาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
ขณะเดียวกัน ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2478 พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี ได้นำเรื่องการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์เข้าปรึกษาที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ คณะกรรมการฯ ได้มอบหมายให้กรมศิลปากรออกแบบจำลองพระบรมรูป 7 แบบ ตั้งแสดงในงานรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2480 เพื่อขอมติมหาชนร่วมบริจาคทรัพย์เป็นคะแนนเสียงใส่ในตู้ซึ่งตั้งอยู่หน้าแบบจำลองนั้นๆ การนับคะแนนเสียงนับหนึ่งชิ้นเป็นหนึ่งเสียง โดยไม่คำนึงถึงค่าของเงิน
ผลของประชามติเลือกแบบที่ 1 ทำเป็น “เสาสี่เหลี่ยมรี โคนมีกระดานหนีบข้างละสามแผ่น ปลายตั้งรูปพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงม้า สองข้างกระดานหนีบตั้งรูปทหารมีฐานสองชั้น ชั้นบนไม่มีพนัก ชั้นล่างมีพนักสามด้าน ด้านหน้าเป็นกะได” ได้คะแนนถึง 3,932 คะแนน
แต่การดำเนินงานต้องชะงักลงเพราะได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และปัญหาการเมืองภายในประเทศไทย กว่าจะกลับมาดำเนินการใหม่ก็เมื่อปี พ.ศ. 2491 โดยนายทองอยู่ พุฒพัฒน์ และนายเพทาย โชตินุชิต สมาชิกสภาเทศบาลธนบุรี ได้ทำการรื้อฟื้นเรื่องขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ขณะนั้นจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเงินงบประมาณจำนวน 200,000 บาท เป็นทุนเริ่มในการสร้าง คณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นใหม่
วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2493 คณะกรรมการฯ มีมติให้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชประดิษฐานกลางวงเวียนใหญ่ อนุโลมตามมติคณะกรรมการชุดเดิม ส่วนการปั้นหล่อพระบรมรูป แท่นฐาน และสิ่งเกี่ยวข้อง มอบให้เป็นหน้าที่ของกรมศิลปากร ซึ่งได้มอบหมายให้ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี คณบดีคณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้ออกแบบ การปั้นสำเร็จในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2494 และทำพิธีเททองหล่อพระเศียรพระบรมรูปในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน แต่กว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ก็อีกประมาณ 2 ปีถัดมา
วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2497 คณะกรรมการอำนวยการฯ กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ พร้อมทั้งจัดให้มีมหรสพสมโภชเป็นเวลา 2 วัน 2 คืน

คุณค่าและความสำคัญ

หากนับเวลาตั้งแต่มีการริเริ่มดำเนินโครงการจัดสร้าง ต้องนับว่าพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งแรก (ริเริ่มโดยภาคเอกชนตั้งแต่ พ.ศ. 2477)

รูปแบบทางศิลปะและสถาปัตยกรรม

พระบรมรูปทรงม้าที่มีขนาดเท่าครึ่งพระองค์จริง หล่อด้วยโลหะรมดำ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี นำเสนอภาพแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งประวัติศาสตร์ชาติไทยในท่าทางที่สง่างามสมชายชาตินักรบ สงบนิ่งและไม่หวั่นไหวดังศิลา แต่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความหาญกล้าและเด็ดเดี่ยว ม้าทรงของพระองค์นั้นเล่าแม้จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ก็เต็มไปด้วยพลังแห่งม้าศึกชั้นดีซึ่งเชี่ยวชาญในการยุทธ์ และกำลังคึกคะนองพร้อมรอคอยคำบัญชาจากจอมทัพให้โลดแล่นไปข้างหน้าเพื่อสร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่และนำชัยชนะกลับมาสู่มาตุภูมิ
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชอยู่ในชุดขุนศึก กำลังประทับนั่งบนหลังม้าศึกคู่พระทัย พระวรกายเหยียดตรง พระอูรุ (ต้นขา) ทั้งสองแนบอยู่กับลำตัวอาชา พระบาทสอดอยู่ในโกลนในลักษณะเตรียมพร้อมที่จะตบโกลนเพื่อเตือนให้อาชาคู่พระทัยโลดลิ่วไปข้างหน้า พระหัตถ์ซ้ายทรงกระชับสายบังเหียนเพื่อดึงให้ม้าซึ่งกำลังคึกคะนองหยุดนิ่งอยู่กับที่ พระหัตถ์ขวาทรงถือพระแสงดาบยกชูขึ้นสู่นภากาศในท่าออกคำสั่งให้กองทัพหยุดนิ่งอยู่กับที่เพื่อรอฟังพระบัญชาให้เข้าประจัญบานกับข้าศึก
พระเศียรทรงพระมาลาเส้าสูงแบบไม่พับซึ่งมีขนนกประดับอยู่บนยอด พระพักตร์ที่ผินไปทางด้านซ้ายเล็กน้อยและพระหนุที่เชิดพองาม บ่งบอกถึงความคาดคะเนและการระแวดระวังในสถานการณ์ พระเนตรทอประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวและความสุขุมคัมภีรภาพ พระขนงขมวดเข้าหากันแสดงถึงความครุ่นคิดและไตร่ตรอง พระโอษฐ์ที่มีพระมัสสุประดับอยู่บดแน่นเข้าหากันบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นและเด็ดขาดในการตัดสินพระทัย
การนำเสนอพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในลักษณะเช่นนี้เผยให้เห็นเจตนารมณ์ของประติมากร ในอันที่จะสะท้อนลักษณะอันเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวสมชายชาตรีของจอมทัพผู้เกรียงไกรและมหาราชที่ทรงไว้ซึ่งความปราดเปรื่องและสุขุมคัมภีรภาพ ผู้ทรงมุ่งมั่นในอันที่จะกอบกู้เอกราชให้กับชาติไทย สร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับบ้านเมือง และนำความสงบสุขกลับคืนสู่อาณาประชาราษฎร์ของพระองค์ ดังเช่นที่ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี กล่าวอธิบายถึงแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ของท่านไว้

ประวัติการอนุรักษ์และซ่อมแซม

  • ไม่พบข้อมูลว่ามีการอนุรักษ์และซ่อมแซม

พระเศียรทรงพระมาลาเส้าสูงแบบไม่พับซึ่งมีขนนกประดับอยู่บนยอด

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชอยู่ในชุดขุนศึก กำลังประทับนั่งบนหลังม้าศึกคู่พระทัย พระวรกายเหยียดตรง พระอูรุ (ต้นขา) ทั้งสองแนบอยู่กับลำตัวอาชา พระบาทสอดอยู่ในโกลนในลักษณะเตรียมพร้อมที่จะตบโกลนเพื่อเตือนให้อาชาคู่พระทัยโลดลิ่วไปข้างหน้า พระหัตถ์ซ้ายทรงกระชับสายบังเหียนเพื่อดึงให้ม้าซึ่งกำลังคึกคะนองหยุดนิ่งอยู่กับที่ พระหัตถ์ขวาทรงถือพระแสงดาบยกชูขึ้นสู่นภากาศในท่าออกคำสั่งให้กองทัพหยุดนิ่งอยู่กับที่เพื่อรอฟังพระบัญชาให้เข้าประจัญบานกับข้าศึก

พระพักตร์ที่ผินไปทางด้านซ้ายเล็กน้อยและพระหนุที่เชิดพองาม บ่งบอกถึงความคาดคะเนและการระแวดระวังในสถานการณ์ พระเนตรทอประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวและความสุขุมคัมภีรภาพ พระขนงขมวดเข้าหากันแสดงถึงความครุ่นคิดและไตร่ตรอง พระโอษฐ์ที่มีพระมัสสุประดับอยู่บดแน่นเข้าหากันบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นและเด็ดขาดในการตัดสินพระทัย

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นพระบรมรูปทรงม้าที่มีขนาดเท่าครึ่งพระองค์จริง หล่อด้วยสัมฤทธิ์รมดำ

ผนังด้านยาวของแท่นติดตั้งรูปประติมากรรมนูนต่ำด้านละ 2 รูป รวมเป็น 4 รูป

สถานที่ใกล้เคียง

อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่
4.6 (447)
อนุสาวรีย์

อนุสาวรีย์หมู (อนุสาวรีย์สหชาติ)
4.3 (56)
อนุสาวรีย์

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
4.8 (19)
อนุสาวรีย์

ตําแหน่งที่ตั้ง