อุทกทาน (พระแม่ธรณีบีบมวยผม)

ที่ตั้ง :
ตั้งอยู่ตรงข้ามสนามหลวงด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ถ.ราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ
อายุสมัย :
รัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (สร้าง พ.ศ. 2460 )
ประเภทโบราณสถาน :
อนุสาวรีย์ ยังไม่ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน

ประวัติและความเป็นมา

อุทกทาน (พระแม่ธรณีบีบมวยผม) แห่งนี้ เป็นพระราชดำริของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เพื่อพระราชทานน้ำดื่มให้แก่คนที่ผ่านไปมาขณะที่กรุงเทพฯ เริ่มมีน้ำประปา โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมาร ซึ่งเป็นพระราชโอรสได้ถวายคำแนะนำให้สร้างเป็นรูปพระแม่ธรณีบีบมวยผม โดยมีน้ำสะอาดไหลออกมาจากปลายมวยผม สามารถใช้ดื่มกินได้
อุทกทานนี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ทรงออกแบบรูปปั้นนางพระธรณี และพระยาจินดารังสรรค์ (พลับ) เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบซุ้มเรือนแก้ว ดำเนินงานจัดสร้างด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เป็นเงิน 16,437 บาท
ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2460 อันเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เสนาบดีกระทรวงนครบาล เป็นผู้แทนพระองค์ไปประกอบพิธีเปิด ทรงมีพระราชหัตถเลขาไปถึงเจ้าพระยายมราช มีความตอนหนึ่งว่า
“พรุ่งนี้ฉันจะทำบุญวันเกิด ให้คุณจัดเปิดรูปนางพระธรณีท่ออุทกทาน ซึ่งฉันได้ออกทรัพย์ให้หล่อขึ้นสำเร็จ ตั้งไว้ ณ เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา และขออุทิศท่ออุทกทานนี้ให้เป็นสาธารณทานแก่ประชาชนผู้เป็นเพื่อนแผ่นดินใช้กินบำบัดร้อนและกระหาย เป็นความสบายตามปรารถนาทั่วกันเทอญ”
คำว่าอุทกทานมีความหมายว่าการให้ทานด้วยน้ำ ศาลพระแม่ธรณีบีบมวยผมแห่งนี้จึงเป็นสิ่งที่แสดงถึงธรรมเนียมอันดีงามของสังคมไทย และความห่วงใยของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินที่มีต่อพสกนิกรของพระองค์
อนึ่ง “อุทกทาน” นั้นเป็นสิ่งที่สังคมไทยในอดีตได้เคยประพฤติกันมา นั่นคือธรรมเนียมการตั้งตุ่มน้ำไว้ที่หน้าบ้าน มีกระบวยสำหรับตักดื่มวางไว้ด้วย เป็นที่รู้กันว่าตุ่มน้ำหน้าบ้านนี้ใครผ่านไปมาสามารถตักดื่มได้ เพราะเจ้าของบ้านตั้งไว้เป็น “อุทกทาน”
ปัจจุบันอุทกทานหรือพระแม่ธรณีบีบมวยผมได้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับความเคารพบูชาจากประชาชน มีผู้นำทองคำเปลวไปปิด และนำดอกไม้ไปบูชาน้ำที่ไหลจากท่อลงมาถือว่าเป็นน้ำมนต์ สถานที่แห่งนี้จึงมีลักษณะเป็นเทวาลัยหรือสถานที่ประดิษฐานเทวรูปมากกว่าจะเป็นอนุสาวรีย์

คุณค่าและความสำคัญ

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 5 ทรงตั้งพระทัยที่จะสร้างขึ้นเพื่อพระราชทานน้ำดื่มแก่ประชาชน แสดงถึงพระเมตตาที่ทรงมีต่อพสกนิกร

รูปแบบทางศิลปะและสถาปัตยกรรม

รูปอุทกทานนี้ เฉพาะรูปนางพระธรณีหล่อด้วยโลหะลงรักปิดทอง ปลายมวยผมที่บีบนั้นวกมาทางด้านหน้า ตรงปลายเป็นท่อให้น้ำไหล ซุ้มเรือนแก้วมีลักษณะเป็นซุ้มหน้านางสองชั้นฐานสูง เปิดโปร่งทั้ง 4 ด้าน ด้านหน้าซุ้ม มีแท่นตั้งหม้อรองรับน้ำจากปลายมวยผม

ประวัติการอนุรักษ์และซ่อมแซม

  • ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2484 – 2488) อุทกทานชำรุดเสียหายมาก เนื่องจากเศรษฐกิจฝืดเคืองอย่างหนัก ผู้คนอดอยาก จึงมีผู้ขโมยงัดอุปกรณ์ท่อน้ำต่างๆ ไปหมด
  • ต่อมารัฐบาลในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. 2502 – 2506) ได้มอบหมายให้เทศบาลนครกรุงเทพฯ ขณะนั้นดำเนินการบูรณะ โดยขูดทองเก่าของรูปนางพระธรณีออกและลงรักปิดทองใหม่ ปรับปรุงติดอุปกรณ์ ท่อน้ำให้สามารถหลั่งน้ำได้ดังเดิม ติดตั้งไฟแสงจันทร์ส่องภายในซุ้มให้งดงาม ตลอดจนปรับปรุงบริเวณโดยรอบ คือสร้างอ่างน้ำพุเพิ่มขึ้นทางหน้าซุ้มเรือนแก้ว ปลูกต้นไม้ประดับ สร้างรั้วเหล็กดัดโปร่งกั้นและทำทางเท้าในบริเวณโดยรอบ

ซุ้มเรือนแก้วมีลักษณะเป็นซุ้มหน้านางสองชั้นฐานสูง เปิดโปร่งทั้ง 4 ด้าน ด้านหน้าซุ้ม มีแท่นตั้งหม้อรองรับน้ำจากปลายมวยผม

รูปนางพระธรณีหล่อด้วยโลหะลงรักปิดทอง ปลายมวยผมที่บีบนั้นวกมาทางด้านหน้า

ตรงปลายมวยผมเป็นท่อให้น้ำไหล

ข้อมูลอื่นๆ ที่มีความสําคัญ

นับถือกันมาแต่โบราณว่าแม่พระธรณีเป็นเทพีแห่งผืนแผ่นดิน จะทำอะไรเกี่ยวกับที่ดินจึงต้อง “บอกกล่าว” ก่อนเสมอ อย่างเวลาจะเริ่มการก่อสร้าง ตอกเสาเข็ม ยกเสาเอก ก็ต้องมีพิธีขอขมาลาโทษกันก่อน
นอกจากนั้น แม่พระธรณียังเกี่ยวข้องโดยตรงกับพุทธประวัติตอนตรัสรู้ คือเมื่อพระโพธิสัตว์อดีตเจ้าชายสิทธัตถะ ประทับอยู่ ณ ควงไม้พระศรีมหาโพธิ์ พญาวัสวดีมารยกกองทัพมาข่มขู่ อ้างว่าโพธิบัลลังก์นั้นเกิดขึ้นด้วยบุญบารมีของตัวเอง โดยอ้างเอาไพร่พลมารเป็นพยาน พร้อมกับขับไล่พระโพธิ์สัตว์ให้ลุกหนีไปเสียจากที่แห่งนั้น พระโพธิสัตว์ประทับอยู่เพียงลำพัง จึงทรงเอ่ยอ้างแม่พระธรณีเป็นพยานว่าโพธิบัลลังก์นี้เป็นสิทธิโดยชอบธรรมของพระองค์ ทันใดนั้น แม่พระธรณีจึงผลุดโผล่ขึ้นมาจากพื้นพิภพ แล้วบิดมวยผมที่ซึมซับน้ำที่พระโพธิสัตว์หลั่งทักษิโณทกไว้เมื่อกระทำการกุศลในอสงไขยชาติ ไหลท่วมท้นออกมาเป็นมหาสมุทร กองทัพพระยามารจึงแตกพ่ายไป แล้วพระโพธิ์สัตว์ก็ตรัสรู้อนุตตรสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า ณ กาลบัดนั้น
ฉาก “มารผจญ” นี้ นิยมเขียนเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถ โดยมีภาพพระพุทธองค์ประทับใต้ต้นโพธิ์ ด้านล่างเป็นแม่พระธรณีบีบมวยผม ซ้ายขวาเป็นกองทัพพญามารที่เข้ามาคุกคามและพ่ายแพ้กลับไป อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ (ประยูร อุลุชาฎะ) นักประวัติศาสตร์ศิลปะคนสำคัญ ยกย่องไว้ว่าภาพพระแม่ธรณีที่มีลีลาอ่อนช้อยงดงามเป็นที่สุด คือที่ผนังอุโบสถหลังเดิมของวัดชมภูเวก ย่านสนามบินน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี

สถานที่ใกล้เคียง

อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่
4.6 (447)
อนุสาวรีย์

อนุสาวรีย์หมู (อนุสาวรีย์สหชาติ)
4.3 (56)
อนุสาวรีย์

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
4.8 (19)
อนุสาวรีย์

ตําแหน่งที่ตั้ง