พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

(พระบรมรูปทรงม้า)

ที่ตั้ง :
ตั้งอยู่ ณ ลานพระราชวังดุสิต (ลานพระบรมรูปทรงม้า) เขตดุสิต กรุงเทพฯ
อายุสมัย :
รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (สร้าง พ.ศ. 2450)
ประเภทโบราณสถาน :
อนุสาวรีย์ ยังไม่ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน

ประวัติและความเป็นมา

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงครองราชย์สมบัติได้ 42 ปี ใน พ.ศ. 2451 เป็นรัชกาลที่ยืนนานยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดที่ปกครองมาในเวลานั้น พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง และประชาชนต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงได้จัดงาน “พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก” สมโภชเฉลิมฉลอง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นประธานกรรมการ ทรงให้ความเห็นในที่ประชุมเสนาบดีว่า
“...ชักชวนชาวสยามทุกชาติทุกภาษาทั่วพระราชอาณาเขตให้บริจาคทรัพย์ตามกำลัง รวมเงินนั้นทูลเกล้าถวายเป็นของชาวสยามรายตัวทั่วหน้าพร้อมใจกันสนองพระเดชพระคุณอย่างที่เรียกกันเป็นสามัญว่า “ทำขวัญ” แล้วแต่จะทรงใช้สอยเงินนั้นตามพระราชฤทัย”
ขณะที่กำลังรวบรวมทรัพย์อยู่นั้นเป็นเวลาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรป (ครั้งที่ 2) คณะกรรมการทราบข่าวว่า พระองค์โปรดพระบรมรูปพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงม้า หล่อด้วยสัมฤทธิ์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ลานข้างพระราชวังแวร์ซาย ณ ประเทศฝรั่งเศส ถึงกับมีพระราชปรารภว่า ถ้ามีพระบรมรูปของพระองค์แบบทรงม้า ประดิษฐานไว้ในสนามหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมช่วงที่ต่อกับถนนราชดำเนินก็จะสง่างามดี คณะกรรมการจึงมีความเห็นว่าสมควรสร้างพระบรมรูปทรงม้าถวายตามพระราชปรารถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชจึงได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตสร้าง“พระบรมรูปทรงม้า” ตามแบบพระรูปพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงม้า ซึ่งเป็นแบบที่พระองค์ทรงโปรด
เมื่อตกลงจะสร้างพระบรมรูปทรงม้าแล้ว ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทำการตกลงและเลือกชนิดโลหะด้วยพระองค์เอง โดยทรงเลือกจ้างโรงหล่อในฝรั่งเศสชื่อว่า ซูสแฟร์ ฟองดูรส์ เป็นผู้หล่อ และเสด็จไปที่โรงหล่อเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2450 เพื่อให้ช่างถ่ายรูปเป็นต้นแบบปั้น มีพระราชหัตถเลขาพระราชทานมายังสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ กรมขุนอู่ทองขัตติยนารี ราชเลขาธิการฝ่ายใน มีความตอนหนึ่งว่า
“เวลาบ่าย 4 โมงจึงได้ออกจากสถานทูตไปถ่ายรูปก่อน การถ่ายรูปนี้ก็เพื่อจะทำสเตชซู เขาขอให้ถ่ายสี่ด้าน และอยากจะให้แต่งยูนิฟอร์มใหม่ แต่เผอิญยูนิฟอร์มไม่อยู่หมด เขาเอาไปทำตัวอย่างตัดยูนิฟอร์มใหม่ เหตุด้วยของเก่านั้นคับใช้ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะอ้วนอย่างเดียว เพราะเสื้อในหนาด้วย ที่ซึ่งถ่ายรูปนี้ ถ้าถ่ายในเมืองแล้วอาการหนัก ไปเห็นที่สตราสเบิคมันถ่ายอยู่ชั้นยอด ได้ออกปากแล้วว่าอ้ายนี่ขืนให้ขึ้นไปถ่ายรูปไม่ถ่ายจริงๆ แต่ที่ไหนวันนี้ถูกเหมือนกันกับที่ว่าจะไม่ถ่ายนั้นเอง มันขึ้นไปอยู่ถึงชั้น 7 นับแต่ชั้นพื้นขึ้นไปเป็นชั้นหลังคา เพราะความจริงถ้าจะไม่ขึ้นไปอยู่เช่นชั้นนั้นไม่มีแดด แต่รอดตัวที่มีลิฟต์ขึ้นตั้งแต่ชั้นพื้นดินทีเดียวตลอดถึงชั้น 7 ดุ๊กกับจรูญไปด้วย ถูกขึ้นกะไดเกือบตาย ถ่าย 4 ด้านแล้วเขาขอถ่ายสำหรับร้านเองต่างหากด้วย”
ต่อมาในวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2450 ขณะยังประทับอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้เสด็จพระราชดำเนินไปโรงหล่ออีกครั้ง เพื่อประทับเป็นแบบให้นายช่างปั้นหุ่นพระบรมรูป มีรับสั่งให้ช่างแก้ไขหุ่นจนเป็นที่พอพระราชหฤทัย ดังความในพระราชหัตถเลขาฉบับที่ 35 ในพระราชนิพนธ์ไกลบ้านว่า
“โรงปั้นนั้นลึกเข้าไปจากถนนใหญ่อีกชั้นหนึ่ง เขาปั้นม้างาม แต่รูปข้างบนนั้นใช้ไม่ได้ ผอม ด้วยเอารูปกิงออฟสเปนมาเป็นตัวอย่าง ในเรื่องปั้นรูปยังไม่เป็นการเลย ทั้งรูปที่สำหรับจะขี่ม้า แลรูปที่สำหรับจะหล่อเล็กๆ เรื่องปั้นรูปนี้จะทำตามรูปถ่ายไม่ได้เป็นอันขาด เพราะเงารูปมันนูนขึ้นมาไม่พอ รูปเล็กที่ทำไว้แบนไปหมด รูปใหญ่แก้มตอบแลเหี่ยวเป็นกลีบๆ ปากตุ่ยๆ แต่ช่างปั้นมันดีเสียจริงๆ พอพ่อลงไปนั่ง ฉวยดินปับ ก็แตะหัวก่อน แก้หัวเสร็จแล้วจึงมาแก้หน้า ถมแก้มที่ลึกให้ตื้น ปะขมับที่ทำรัดไว้ให้นูนขึ้น ลดกลีบหน้า แก้คิ้ว ที่ประดักประเดิดมากอยู่ที่ปาก เมื่อแรกพ่อออกจะฉุนๆ ว่าต้องไปนั่ง แต่พอเห็นมันแตะเข้าสองสามแตะ รู้ทีเดียวว่ามันดี เลยหายฉุน นั่งดูเสียเพลิน...”
ส่วนม้าพระที่นั่งนั้นมิใช่ปั้นจากแบบม้าพระที่นั่งจริง แต่เป็นม้าที่บริษัทได้ปั้นเป็นแบบเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
เมื่อบริษัทได้หล่อพระบรมรูปทรงม้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้นำส่วนต่างๆ บรรจุในลังไม้ขนาดใหญ่ส่งมาทางเรือ และส่งช่างมาดำเนินการประดิษฐานบนแท่นฐานหน้าลานพระราชวังดุสิตให้ด้วย
ครั้นถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 อันเป็นวันพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นผู้แทนประชาชนชาวไทย น้อมเกล้าฯ ถวายพระบรมรูปทรงม้า กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ทรงเปิดผ้าคลุม

คุณค่าและความสำคัญ

เป็นอนุสาวรีย์แห่งแรกของประเทศไทยที่สร้างในรูปแบบศิลปะตะวันตก (รูปเหมือนบุคคล)
อนุสาวรีย์ทั่วไปจะสร้างเมื่อบุคคลที่เป็นอนุสาวรีย์ได้ล่วงลับไปแล้ว แต่พระบรมรูปทรงม้าไม่เป็นเช่นนั้น ด้วยเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเอง และลงมือสร้างในขณะที่พระองค์ยังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ โดยเสด็จพระราชดำเนินไปประทับเป็นหุ่นปั้นที่ประเทศฝรั่งเศส และเสด็จพระราชดำเนินไปทำพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ด้วยพระองค์เอง

รูปแบบทางศิลปะและสถาปัตยกรรม

พระบรมรูปมีขนาดใหญ่กว่าพระองค์จริงเท่าครึ่ง หล่อด้วยสัมฤทธิ์ ทรงฉลองพระองค์ด้วยเครื่องยศจอมพลทหาร เสด็จประทับหลังม้าพระที่นั่ง พระหัตถ์ขวาพาดอยู่บนหลังม้า ทรงถือคทาจอมทัพช้างสามเศียร พระหัตถ์ซ้ายรั้งบังเหียน มีพระกระบี่ห้อยอยู่ทางซ้าย พระบรมรูปตั้งบนแท่นหินอ่อน สูง 6 เมตร กว้าง 2.5 เมตร ยาว 5.5 เมตร มีฐานโลหะรองรับกว้าง 3.5 เมตร ยาว 6.5 เมตร ส่วนบนของฐานประดับขอบโลหะเป็นลวดลายตราจักรกับตรีศูลแทรกลายเถาเครือแบบฝรั่ง โดยมีรูปคชสีห์และราชสีห์ประกอบทั้งสองข้าง ฐานด้านขวามีอักษรฝรั่งเศสจารึกชื่อช่างปั้นและช่างหล่อไว้ว่า C.MASSON SEULP 1980 และ G.Paupg Statuare และด้านซ้ายเป็นชื่อบริษัทที่ทำการหล่อพระบรมรูปทรงม้าว่า SUSSF Fres FONDEURS. PARIS สำหรับแท่นหินอ่อน ที่ด้านหน้ามีแผ่นโลหะจารึกอักษรไทย แสดงพระราชประวัติและพระเกียรติคุณ ลงท้ายด้วยคำถวายพระพรให้ทรงดำรงราชสมบัติอยู่ยืนนาน รอบฐานหินอ่อนกั้นด้วยเสาโลหะทรงสี่เหลี่ยม หัวเสาเป็นลายใบเทศ ด้านหน้าประทับตราแผ่นดิน

ประวัติการอนุรักษ์และซ่อมแซม

  • พ.ศ. 2555 ดำเนินการบูรณะโดยเจ้าหน้าที่กลุ่มงานตกแต่ง สำนักงานก่อสร้างและบูรณะ สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร พร้อมเจ้าหน้าที่บริษัทมาร์เบิล รีนิวเวล (ประเทศไทย) จำกัด ได้เข้าดำเนินการปรับปรุงฟื้นฟูบูรณะหินอ่อน หินแกรนิต ซ่อมรอยร้าวหินอ่อน บัวเชิงผนังแท่น ล้างขัดองค์พระบรมรูป และส่วนประกอบที่เป็นโลหะบริเวณโดยรอบพระบรมรูปทรงม้า โดยมี นายชัยพร ศรีคง นายช่างโยธาปฏิบัติงาน กลุ่มงานตกแต่ง สำนักงานก่อสร้างและบูรณะ สำนักการโยธา เป็นผู้ควบคุมงาน ขณะที่ กรุงเทพมหานครได้ว่าจ้างบริษัท มาร์เบิลฯ เป็นผู้ดำเนินการบูรณะ
  • พ.ศ. 2557 กรมศิลปากรได้ดำเนินการปรับปรุงพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งใหญ่กว่าปี พ.ศ. 2555 เนื่องจากมีสภาพชำรุดโทรมลงจากเหตุหลายปัจจัย ทั้งฝุ่น ควันรถ ควันธูป คราบเทียน น้ำฝน แสงแดด รวมถึงก๊าซคาบอนมอนนอกไซต์ เป็นต้น โดยมอบหมายให้กลุ่มประติมากรรมโลหะ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร เข้าดำเนินการ ดังนี้ ปรับปรุงซ่อมเครื่องประกอบพระบรมราชานุสาวรีย์ ล้างทำความสะอาดพระบรมรูป ซ่อมลายก้านดอกไม้ที่สูญหาย หล่อ และตกแต่งผิวให้ใกล้เคียง ขัดล้างทำความสะอาดคราบแผ่นทองคำเปลว ออกจากลวดลายใบไม้หล่อโลหะประกอบแท่นฐาน และแผ่นจารึก ซ่อมล้างตกแต่งผิวเสาหล่อโลหะ จำนวน 10 ต้น และโซ่โลหะทั้งหมด รวมทั้งมีการเสริมโครงสร้างเสาหล่อโลหะ โดยการตอกเสาเข็มเสริมเสาทั้ง 10 ต้น ยึดโซ่ ปรับแต่งแนวและระดับ นอกจากนี้ ยังมีการจัดปรับปรุงงานภูมิทัศน์โดยรอบแท่นฐาน ประกอบด้วย งานซ่อมทำความสะอาด บริเวณแท่นฐานพื้นโดยรอบฐาน งานวัสดุพืชพันธุ์ และงานไฟฟ้าส่องสว่าง

พระบรมรูปมีขนาดใหญ่กว่าพระองค์จริงหนึ่งเท่าครึ่ง หล่อด้วยสัมฤทธิ์ ทรงฉลองพระองค์ด้วยเครื่องยศจอมพลทหาร เสด็จประทับหลังม้าพระที่นั่ง พระหัตถ์ขวาพาดอยู่บนหลังม้า ทรงถือคทาจอมทัพช้างสามเศียร พระหัตถ์ซ้ายรั้งบังเหียน มีพระกระบี่ห้อยอยู่ทางซ้าย

ด้านซ้ายเป็นชื่อบริษัทที่ทำการหล่อพระบรมรูปทรงม้าว่า SUSSF Fres FONDEURS. PARIS

ฐานด้านขวามีอักษรฝรั่งเศสจารึกชื่อช่างปั้นและช่างหล่อไว้ว่า C.MASSON SEULP 1980 และ G.Paupg Statuare

รอบฐานรองรับพระบรมรูปด้านบนมีการออกแบบให้น้ำฝนสามารถระบายลงภายในช่องภายในฐานได้โดยไม่ทำให้เกิดน้ำล้นไหลมาตามผนังทั้งสี่ด้านของฐาน

ฐานโลหะรองรับกว้าง 3.5 เมตร ยาว 6.5 เมตร ส่วนบนของฐานประดับขอบโลหะเป็นลวดลายตราจักรกับตรีศูลแทรกลายเถาเครือแบบฝรั่ง โดยมีรูปคชสีห์และราชสีห์ประกอบทั้งสองข้าง

แท่นหินอ่อน ที่ด้านหน้ามีแผ่นโลหะจารึกอักษรไทย แสดงพระราชประวัติและพระเกียรติคุณ ลงท้ายด้วยคำถวายพระพรให้ทรงดำรงราชสมบัติอยู่ยืนนาน

ข้อมูลอื่นๆ ที่มีความสําคัญ

1. เงินเฉลิมพระขวัญที่อาณาประชาราษฎร์ได้พร้อมใจกันถวายในครั้งนั้นได้มากถึง 1,200,000 บาทเศษ (บ้างก็ว่า 1,000,000 บาท) ส่วนค่าสร้างพระบรมรูปทรงม้านั้นราว 200,000 บาท ดังนั้นเมื่อหักค่าใช้จ่ายในการสร้างแล้ว ยังคงเหลือเงินอีกจำนวนมาก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในเวลานั้นได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ตามพระราชประสงค์ที่ได้ตั้งไว้คือ เพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริจะใช้เงินนั้นสถาปนาอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดประโยชน์แก่พสกนิกร เพื่อสนองคุณความกตัญญูกตเวทีที่ได้มีต่อพระองค์ แต่ยังไม่ทันจะมีข้อสรุปว่าจะทำอะไร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน
ต่อมาเมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ
ส่วนด้านหน้าที่เป็นหินอ่อนถูกรื้อออกไป เอาทองคำเปลวติดไว้แทนอย่างลวกๆความจริงในเวลานี้สามารถหาช่างหรือแผ่นกระจก หรือแผ่นโมเสกที่จะใช้ประดับเป็นด้ายไหมทองลายเข้มขาบให้เต็มผืนได้ จะขัดข้องด้วยเหตุอันใดก็เหลือจะเดา สิ่งที่เก็บไว้ในเวลานี้เป็นการประจานหน้าที่รับผิดชอบ แสดงความมักง่ายให้ปรากฏแก่สายตาคนทั่วไป พระบรมราชานุสาวรีย์ที่น่าจะงดงามกว่านี้เลยด้อยความงดงามลงไป”
โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เงินเฉลิมพระขวัญนั้นจัดการขยายโรงเรียนข้าราชการพลเรือนซึ่งตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยใน พ.ศ.2458 พระราชทานนามว่า “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ตามพระปรมาภิไธยในรัชกาลที่ 5 คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย
2. ความคิดเรื่องการบูรณะพระบรมรูปทรงม้าครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2555 โดยนายธวัชชัย กฤติยาภิชาตกุล ประธานมูลนิธิ 23 ตุลาราชานุสรณ์ และผู้จัดทำสารคดีโทรทัศน์ประวัติศาสตร์ชุด 100 ปีไกลบ้านตามเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง ตั้งข้อสังเกตว่า พระบรมรูปทรงม้ามีอายุครบ 100 ปี ตลอดเวลาที่ผ่านมายังไม่เคยมีการบูรณะซ่อมแซมพระบรมรูปทรงม้าอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่พระบรมรูปได้ถูกฝนกรดกัดเซาะจนเกิดความเสียหายถึง 4 จุด พื้นผิวเปลี่ยนเป็นสีเขียวจากการตากแดด ตากฝน และถูกควันมลพิษต่างๆ ทำให้มีสภาพชำรุดทรุดโทรมอย่างมาก
นายธวัชชัยกล่าวว่า“จากการเดินทางไปเยี่ยมชมโรงหล่อพระบรมรูปทรงม้าที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อตามรอยเส้นทางเสด็จประพาสยุโรป ได้พบปะพูดคุยกับเจ้าของโรงหล่อ ซึ่งได้สอบถามด้วยความประหลาดใจว่า เหตุใดถึงยังไม่มีการบูรณะพระบรมรูปทรงม้า ที่มีอายุยาวนานถึงหนึ่งศตวรรษแล้ว เพราะว่าพระบรมรูปของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 หน้าพระราชวังแวร์ซายส์ ยังต้องใช้เวลาซ่อมรักษาทั้งหมดสองปี โดยยกไปดำเนินการที่โรงหล่อ แต่ในส่วนของพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ไม่สามารถเคลื่อนย้ายองค์พระรูปไปที่อื่นได้ จึงมีแนวคิดว่าควรจะให้ผู้เชี่ยวชาญด้านบูรณะจากโรงหล่อที่ฝรั่งเศส เข้ามาทำงานร่วมกับช่างสิบหมู่ของกรมศิลปากร
"ทายาทโรงหล่อของฝรั่งเศสยังคงเก็บรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันสำคัญไว้เป็นอย่างดี ทั้งข้อมูลเอกสารและภาพถ่าย เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประทับโรงหล่อเพื่อเป็นแบบให้ช่างปั้นเมื่อปี พ.ศ.2450 แบบร่างพระบรมรูป บัญชีเงินค่าจ้าง และเทคนิคการสร้างทุกขั้นตอน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่" การบูรณะพระบรมรูปทรงม้าเป็นงานใหญ่ระดับชาติ ตนเคยหารือกับทางกรมศิลปากร ทราบว่ามีขั้นตอนเยอะ โดยจะต้องนำเรื่องเสนอคณะกรรมการอนุสาวรีย์แห่งชาติ เพื่อนำไปพิจารณาเป็นอันดับแรก ส่วนกระทรวงวัฒนธรรมควรเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินงาน ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และมูลนิธิ 23 ตุลาราชานุสรณ์จะเป็นฝ่ายรวบรวมข้อมูลทั้งหมดและประสานงานกับทางโรงหล่อที่ฝรั่งเศส

สถานที่ใกล้เคียง

อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่
4.6 (447)
อนุสาวรีย์

อนุสาวรีย์หมู (อนุสาวรีย์สหชาติ)
4.3 (56)
อนุสาวรีย์

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
4.8 (19)
อนุสาวรีย์

ตําแหน่งที่ตั้ง